เกี่ยวกับ กระดาษ ที่มา ขนาด

 


ประวัติ ของ กระดาษ

ที่ อียิปต์ 3000 ปี ก่อน คริสตกาล

บริเวณรอบแม่น้ำไนล์มีต้นหญ้าที่ชื่อว่า CYPEROUS PAPYRUS ขึ้นอยู่มากมาย ชาวบ้านจะตัดเอาต้นมาแช่ใน

น้ำโคลนจนเปื่อยเหลือแต่เส้นใย แล้วนำมาถักสานกัน แล้วตากแห้ง จะได้แผ่นเยื่อลักษณะคล้ายเสื่อมากกว่า

กระดาษ คำว่ากระดาษในภาษาอังกฤษ paper จึงมาจากคำว่า PAPYRUS

บิดาแห่งกระดาษแท้

ประเทศจีน สมัยราชวงศ์ฮั่น (ก่อนคริสตกาล 207 ปี) ในสมัยนั้นการจดบันทึกต่างๆ จะใช้ผ้าไหม ซึ่งราคาแพง จักรพรรดิจึงได้รับสั่งให้ขุนนางที่ชื่อว่า ไจ้หลุน ค้นคว้าหาวัสดุมาใช้แทนผ้าไหม ไจ้หลุนได้ทดลองใช้พืช

หลายชนิดมาแช่น้ำ เพื่อหาว่าพืชชนิดใดจะให้เส้นใยที่แข็งแรงเหมาะจำทำกระดาษ ใจ้หลุนได้ใช้ตะแกรง

อย่างละเอียดตักเยื่อเส้นใยขึ้นมาตากแห้ง เป็นกระดาษที่เหนียวและอ่อนตัว คุณภาพดี

เทคโนโลยีการทำกระดาษถือว่าเป็นความลับ รู้เฉพาะในวังของประเทศจีน จนกระทั่งศตวรรษที่ 3 กรรมวิธิการ

ทำกระดาษจึงไปถึงธิเบต และเวียตนาม ถึงเกาหลี ในศตวรรษที่ 4 ถึงญี่ปุ่นในศตวรรษที่ 6 เข้าสู่เนปาลและ

อินเดียในเวลาถัดมา

 

เมื่อ ค.ศ. 751 ราชวงศ์ถังได้ทำสงครามกับอิสลาม ชาวจีนถูกจับตัวไปเป็นเชลย เชลยบางคนเป็นช่างทำกระดาษ

ถูกจับแยกให้ไปทำกระดาษ โลกมุสลิมจึงรู้วิธิทำกระดาษตั้งแต่บัดนั้น

 

ศตวรรษที่ 12 ชาวมัวร์ได้บุกรุก สเปนและโปรตุเกส ได้นำเอาเทคโนโลยี่การผลิตกระดาษเข้าสุ่ยุโรปด้วย

 

 


องค์ประกอบของกระดาษ

 

กระดาษประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 2 ชนิด

1 ส่วนที่เป็นเส้นใย (Fibrous Material)

2 ส่วนที่ไม่ใช่เส้นใย

1. ส่วนที่เป็นเส้นใย ในกระดาษโดยทั่วไปจะมีเส้นใยผสมอยู่ 70-95 % ของน้ำหนักกระดาษ เส้นใยได้มาจาก

พืขไม้เนื้ออ่อน ไม้เนื้อแข็ง พืชล้มลุก เส้นใยนี้เราเรียกว่า เยื่อ เยื่อมีทั้งสั้นและยาวเยื่อใยยาวได้มาจากไม้เนื้ออ่อน

(softwood) ได้แก่ ต้นสน (pine) และสปรู๊ซ (spruce) ซี่งขี้นในที่สูง อากาศเย็น โตช้า ใบจะเรียวยาว เส้นใยหยาบ

เยื่อใยสั้นทำจากไม้เนื้อแข็ง (hardwoood) ในเขตร้อน ได้แก่ ยูคาลิปตัส กระถิน เบิร์ช แอสแพน ใบจะกว้าง

เส้นใยละเอียด

 

ในประเทศไทยเราปลูกได้เฉพาะไม้เนื้อแข็ง คือ ยูคาลิปตัส สายพันธ์ คามาลดูเลนซิส (camaldulensis)

ซึ่งได้รับการพัฒนาจนได้เส้นใยที่ดีที่สุด

ข้อดีของ เยื่อใยสั้น คือ ช่วยให้เนื้อกระดาษสม่ำเสมอ เรียบ ทีบแสง แต่มีข้อเสีย คือ ไม่สร้างความแข็งแรงของกระดาษ

ข้อดี ของเส้นใยยาว คือจะมีการยึดเกี่ยวกันสูง ทนต่อแรงดึง แรงฉีก ประเทศไทยยังต้องนำเข้าแส้นใยยาว

เพราะในการผลิตกระดาษต้องใช้ทั้งเส้นใยยาวและสั้น เพื่อใช้ข้อดีของทั้งเส้นใยยาวและสั้น

2.ส่วนที่ไม่ใช่เส้นใย ได้แก่

2.1 ตัวเติม (Filler) เป็นผงแร่ที่เล็กกว่าเส้นใย เพื่อใช้เป็นตัวเชื่อมช่องว่างระหว่างเส้นใย ทำให้เนื้อกระดาษแน่น ผิวกระดาษเรียบ เพิ่มความสว่าง ดูดซับหมีกได้ดี ยังเป็นการลดต้นทุน เพราะราคาถุกกว่าเยื่อกระดาษ แร่เหล่านี้ได้แก่ ดินขาว (kaolin clay) ไททาเนียมไดออกไซด์ แคลเซียมคาร์บอเนต แต่ถ้าใส่มากไปจะลดความเหนียวของกระดาษ

2.2 สารต้านการซีมน้ำ (sizing-agent) ทำให้กระดาษต้านการเปียกน้ำได้ดีขี้น สารที่ใช้ได้แก่ สารส้ม

2.3 สารเพิ่มความเหนียว ได้แก่ แป้งธรรมชาติ และแป้งปรุงแต่ง การเพิ่มความเหนียวทำให้เวลาพิมพ์กระดาษไม่หลุดหลุ้ย

2.4 สารฟอกนวล (brighteningagent) เพื่อเพิ่มความสว่างของของกระดาษ

2.5 สารสีย้อม (dyes) เพื่อรักษาระดับสีของกระดาษ

2.6 สารควบคุมจุลชีพ ทำให้กระดาษไม่เกิดเชื้อราได้ง่าย

2.7 สารช่วยการยีดตัวของเยื่อและ filler

 

โรงพิมพ์ ทั่วไป จะใช้กระดาษ ดังนี้

 

1.กระดาษปอนด์   เป็นกระดาษสมุดเขียนของโรงรียน หรือกระดาษสำหรับถ่ายเอกสาร ขนาดแกรมหนาตั้งแต่ 

55 แกรม, 60 แกรม, 70 แกรม, 80 แกรม, 100 แกรม, 120 แกรม


2.กระดาษแบงค์   ราคาแพงขึ้นมาหน่อย มีหลากหลายสีให้เลือกเช่น ชมพู ฟ้า เขียว และเหลือง เนื้อกระดาษ

เหมือนกระดาษปอนด์ ความหนา 55 แกรม


3.กระดาษปรู๊ฟ     เป็นกระดาษเนื้อไม่แน่น สีออกเทา ราคาถูกกว่ากระดาษปอนด์ กระดาษชนิดนี้ คือกระดาษ

ที่ใช้พิมพ์ น.ส.พ.


4.กระดาษเคมี      เป็นกระดาษสำหรับใช้ก็อปปี้ งานบิลต่างๆ
มีสีขาว ฟ้า ชมพุ เหลือง เขียว สามารถเขียนติด

ถึงกระดาษแผ่นล่างได้


5.กระดาษถนอมสายตา  หรือ green read paper เป็นกระดาษไม่เคลือบผิวที่ไม่สะท้อนแสงเข้าตา  สีครีมไข่ไก่ 

มีขนาด 65 และ 75 แกรม


6.กระดาษอาร์ต  มีทั้งอาร์ตมัน อาร์ตด้าน เนื้อแน่น เหมาะกับงานพิมพ์สี มี 90  105 120 130 140 160 แกรม


7.กระดาษการ์ดอาร์ต  เป็นกระดาษอาร์ตหนาแข็ง ตั้งแต่ 190 แกรมขี้นไป เหมาะทำปกหนังสือ กล่อง โปสเตอร์


8.กระดาษสติกเกอร์
  มีทั้งมันและด้าน ด้านหลังมีกาว ใช้ติดวัสดุ ทำป้ายแท็ก ติดโลโก้ หรือติดปกซีดี

 

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

ขนาดกระดาษ

 ขนาดกระดาษมาตรฐาน สากล ISO 216 มีที่มาจาก มาตรฐานเยอมัน DIN 476 คุณสมบัติของมาตรฐานนี้คือ

เอาความสูงหารด้วยความกว้างจะได้ผลลัพธ์เท่ากับ SQUARE ROOT ของ 2 คือ 1.4142 เมื่อเอากระดาษ

มาตรฐานนี้มาพับครึ่ง ความกว้างและความยาว ยังคงอัตราส่วนเดิม การย่อหรือขยายรูปที่จะพิมพ์ลงบนกระดาษ

จะไม่มีปัญหา ถ้าย่อลงบนกระดาษที่เล็กลงครึ่งหนึ่ง รุปจะเล็กลงประมาณ 70 % ถ้าขยายเท่าตัวจะเท่ากับ 141 %

ตามมาตรฐาน ISO นี้ กระดาษที่มีพื้นที่ 1 ตร.เมตรเป็นขนาด A0 เล็กลงไปจะเป็น A1, A2, A3 ที่ใช้มากคือ

A4 (210 x 297 มม.) กระดาษ A4 80 แกรม จะมีน้ำหนัก 5 แกรม

 

 

Tabloid  11    x 17     นี้ว

 F4         8.5   x 14     นิ้ว

 Letter    8.5   x 11      นิ้ว

 A3        12    x 18      นิ้ว

 A4        8.25 x 11.75  นิ้ว

A5        8.25 x 5.7     นิ้ว

 

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

คำศัพท์เกี่ยวกับงานพิมพ์

โรงพิมพ์ มีศัพท์ ที่ใช้บ่อยๆ เช่น

 

เพลท หรือ แม่พิมพ์ ในระบบพิมพ์ออฟเซ็ต มีลักษณะเป็นแผ่นอลูมิเนียมบางๆ เคลือบด้วยสารเคมี ต้นทุนในการทำแม่พิมพ์เป็นต้นทุนคงที่ เช่น แม่พิมพ์ 4 สี สมมติว่าต้นทุน 5,000 บาท ถ้าคุณพิมพ์ โปสเตอร์ 1 ใบก็ต้องเสียค่าแม่พิมพ์ 5,000 บาท แต่ถ้าพิมพ์ 1,000 ใบค่าแม่พิมพ์เฉลี่ยแล้วเหลือใบละ 5 บาท ดังนั้นถ้าพิมพ์ยอดน้อยๆก็ต้องทำใจว่า ต้นทุนต่อหน่วยค่อนข้างจะสูง

 


ใบ/ชุด คือเวลาพิมพ์ใบกำกับภาษี 1 เล่มจะมี 50 ชุด แต่ละชุดจะมีสำเนา ถ้าบอกว่าใบกำกับ 4 ใบ/ชุด หมายถึงใบกำกับแต่ละชุด (แต่ละเลขที่) จะมี สำเนา 3 ใบรวมต้นฉบับเป็น 4

 


เจียน= คือเวลาพิมพ์งาน โรงพิมพ์จะพิมพ์กระดาษ ใหญ่กว่างานจริง สัก 1 เซนต์ เมื่อพิมพ์งานเสร็จแล้ว จะเจียน(ตัด) ให้ตรงกับขนาดที่ลูกค้าต้องการ

 

ไดคัท คือการตัดขอบกระดาษแต่ไม่เหมือนกับการเจียน การเจียนจะตัดเป็นเส้นตรง ส่วนไดคัท เป็นการตัดขอบตามรูปทรงต่างๆ จะหยักจะโค้งอย่างไรก็ได้ ค่าใช้จ่ายจะสูงกว่าการเจียน เพราะต้องมีบล็อก อีกความหมายหนึ่ง ในการทำ อาร์ตเวิร์ค คือการลบฉากหลังของภาพออก เช่น ถ่ายภาพสินค้าฉากหลังไม่สวยงาม ลบฉากหลังออกเพื่อนำไปวางลงบนฉากหลังอื่น หรือไม่เช่นนั้นก็ปล่อยให้เป็นฉากหลังขาว

 


พิมพ์กี่สี การนับจำนวนสี นับจากสีที่พิมพ์ ไม่นับสีของกระดาษ เช่นกระดาษพื้นมีฟ้า พิมพ์สีแดง อย่างนี้เรียกพิมพ์ 1 สี ในงานพิมพ์อาจจะมีสีแดงอ่อน นับเป็นสีเดียว เพราะเป็นการลดนํ้าหนักสี แต่หมึกที่ใช้เป็นหมึกสี
แกรม คือน้ำหนักของกระดาษต่อหนึ่งตารางเมตร ถ้ากระดาษหนา 70 แกรม หมายความว่า กระดาษขนาด 1 ตร.เมตร ชั่งได้ 70 แกรม กระดาษที่มี แกรมน้อยย่อมบางกว่ากระดาษที่มีแกรมมากกว่า สิ่งพิมพ์ควรเลือกความหน้าของกระดาษให้เหมาะสม เช่น ถ้าพิมพ์ 2 ด้าน ถ้าเลือกกระดาษบาง จะมองทะลุอีกด้านหนึ่ง ทำให้อ่านยาก ควรใช้กระดาษ 70-80 แกรม ส่วนหน้าปก(หนังสือ) เป็น ตัวห่อหู้มเนือใน จึงจำเป็นต้องแข็งแรง เพื่อรักษาอายูการใช้งานของหนังสือ นอกจากนั้นความหนาของปกยังทำให้ หนังสือดูดี ปกจึงควรมีความหน้า ตั้งแต่ 240 แกรมขี้นไป

ความหนาของกระดาษที่นิยมใช้ในงานต่างๆ

 

ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี ที่มีสำเนา ควร ใช้ 50-60 แกรม
กระดาษหัวจดหมาย เนื้อในของหนังสือควรใช้ 70-80 แกรม
โบรชัวร์ 4 สี 120-160 แกรม
ปกหนังสือ 240 แกรม ขี้นไป

 

Visitors: 4,196